ตะกรุดกันปลอง (กันของเสื่อม) แช่ว่าน รุ่นแรก พ่อท่านมหาพรหม วัดบ้านสวน จ.พัทลุง ปี 2567
ตะกรุดกันปลอง กันเสื่อม/ทรงวิชา กันกระทำ กันของเสื่อมต่างๆ ปลุกเสก 7 วัน 7 คืน ณ รางแช่ยาวัดบ้านสวน
🔥พระครูขันตยาภรณ์ (พ่อท่านมหาพรหม ขันติโก)
🎈วัดบ้านสวน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง
💫จัดสร้างจำนวน 500 ดอก
******************************************
🎯พุทธคุณ : ทางด้านกันกระทำ กันเสื่อม ทรงวิชา กันคุณไสย กันภัยอันตราย กันศัตรูหมู่มาร
กันสัตว์ร้าย กันภูตผีปีศาจ กันการคัดวิชา กันวัตถุมงคลเครื่องรางเสื่อมกำลัง
กันจากสถานที่อันไม่เป็นมงคล อีกทั้งยังช่วย ปิด ปัด กัน แก้ ดุจเป็นกำแพงแก้วคุ้มกันสิ่งไม่ดีจะมากล้ำ
กรายผู้ที่พกพาบูชาตะกรุดกันปลองอยู่ ขอให้ประสิทธิ์มีชัยแก่ท่านทุกประการเทอญ
******************************************
📜วิธีอาราธนา : ตั้งนะโม ๓ จบ ให้ระลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย คุณบิดา-มารดา คุณครูบาอาจารย์
และพระปรมาจารย์สำนักตักศิลาเขาอ้อทุกรูป แล้วอาราธนาด้วยพระคาถานี้
"นะพุทธัสสะ พุทธะกัน นะกันพุท"
ภาวนาให้ได้ ๓ คาบ ๗ คาบ ๙ คาบ ยิ่งประเสริฐนักแล
🎯วิธีใช้ ให้พกติดตัว จะห้อยคอ ใส่กระเป๋าเสื้อ
จะทำสายคาดเอว หรือใส่กระเป๋าสะพาย หรือทำเป็นตะกรุดพกพาหรือไว้กับบ้านแขวนหน้าบ้าน แขวนหน้าร้าน แขวนไว้กับรถได้ พกในกระเป๋าสตางค์ก็ได้
******************************************
💫มารู้จักตำราว่าด้วยการทำให้เกิดความเสื่อม ส่งผลให้คาถาอาคม วิชาต่างๆ พุทธคุณต่างๆ อิทธิคุณต่างๆ รวมถึงราศีและมงคลต่างๆอันเป็นของดีในตนเสื่อมถอยลงได้ ว่ามีอะไรบ้าง ในที่นี้จะขอหยิบยกมาพอจะเล่าสู่กันฟังดังนี้
- ลอดราวพระธรรม สำคัญมาก (ราวแขน)
- ลอดไม้ค้ำกล้วย ปลีกล้วย
- ลอดไม้ค้ำบ้าน ค้ำเรือน
- ลอดสะพานเสาเดียว คอเดียว
- ลอดผ้าภูสายโยง สายสิญจ์โยงจูงผีหรือที่โยงจากโลงศพ
- ลอดใต้หว่างขา
- ลอดราวผ้า
- ลอดประตูมนต์
- กินของห้ามต่างๆ
- เพื่อน แฟน ข้ามหัว ข้ามหลัง
- ถ่มน้ำลายลงโถส้วม
- ลอดใต้แคร่ ใต้ถุนตรงห้องครัว
- กินฟักแฟง กินข้าวในงานศพ
- กินน้ำในห้วย น้ำในหนอง น้ำในคลอง
- กินของเหลือ ของเซ่นผี ของคู่คนอื่น
- นุ่งผ้ากลวมหัว ผ้าขนหนูใช้ร่วมกับผู้หญิง
- กินไก่ย่างทั้งไม้ตับ
- ผู้หญิง/ผู้ชาย ข้ามหลัง นั่งกลวม นั่งคร่อม
- อื่นๆ ฯลฯ
...ยังมีอีกมากมายครับ...บางอย่างขึ้นอยู่กับแต่ละครูที่นิยมยึดถือปฎิบัติ บางอย่างบางสำนักบางอาจารย์ไม่ยึดถือ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละสำนักแต่ละวิชา แต่ละครูอาจารย์ แต่ของเหล่าคือสิ่งอันมิควร ที่จะกระทำหรือผิดพลาด บางครั้งกระทำครั้งเดียวอาจไม่มีผลแต่ถ้าทำไปหลายๆแม้โดยไม่รู้ แต่อาคมลมในก็อาจหายไปโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน..
...บางคนบอกว่า..ของดีไม่มีทางเสื่อม ถ้ายึดถือด้วยใจที่มั่นคง อยากจะบอกว่า ของดีที่กล่าวถึงนั่นคือ..ความดีในใจครับ..ไม่ใช่ของที่มีมาจากการปลุกเสก สวดยัติ ของดีในใจนั่นคือ ความดี ย่อมไม่มีทางเสื่อม...แต่หากของดีที่เกิดจากอาคมลมในหรืออาถรรพ์ต่างๆ ย่อมมีวันขึ้น-ลง เสื่อมถอยไปได้ ถ้าเราไม่ดูแลตัว ดูแลตน ปฎิบัติตนให้ถูกต้อง ถูกครรลอง ทำไมคนยุคก่อนเก่าวิชาถือแก่กล้า เพราะคนสมัยก่อนเขาปฎิบัติตนยึดถือกันอย่างเคร่งครัด จริงจัง มั่นคงในวิชา เชื่อมั่นในครูอาจารย์ ครูสั่งอะไรเขาทำได้หมด...แต่ยุคนี้ด้วยเหตุและปัจจัยที่ไม่เอื้อต่อการปฎิบัติตนได้เต็มร้อย เราก็ต้องหาสิ่งของที่ไว้ป้องกันตน เพื่อให้พ้นจากความเสื่อม หรือความปลองต่างๆ นั่นเอง
🔥 ..สำหรับการทำวัตถุมงคลมาหลายอย่าง..แต่มีตะกรุดกันปลองที่มีจำนวนการสร้างในแต่ละรุ่นไม่มากนักและได้รับความนิยมกันมาก ซึ่งถือว่าสำคัญมาก...เพราะคนที่ชอบด้านนี้ หรือมีของดี วิชาดี วัตถุมงคลดี แต่ถ้าวันหนึ่งเกิดพลาดในเรื่องบางอย่างที่ครูบาอาจารย์ท่านเคยห้าม ก็อาจทำให้ของนั้นเสื่อมถอยลงไปได้
🔥บางคนไม่รู้ว่าอะไรบ้างที่คนโบราณถือปฎิบัติ
🔥บางคนไม่ทราบว่าอะไรบ้างที่เราเผลอหรือพลาดไปโดยไม่รู้ตัว
🔥บางคนโดนศัตรูกลั่นแกล้งหาวิธีการให้เราของเสื่อมลงไป...
🔥บางคนสงสัยว่าทำไมของขลังที่เรามี อักขระเลขยันต์ที่เราสัก ทำไมไม่เหมือนก่อน ทำไมฤทธิ์จึงด้อยและเสื่อมถอยลงไป
🔥บางคนอาจมองข้ามสิ่งเหล่านี้..แต่รู้หรือไม่ว่า..มันคือเรื่องสำคัญพอสมควรเลยทีเดียว..ที่อาจทำให้มนต์คาถาอาคมเสื่อมถอยลงไป..ไม่ว่าจะเป็นเวทย์มนต์คาถา ลายสักยันต์ วัตถุมงคลที่ติดตัว หากปฎิบัติผิดทาง หรือปฎิบัติเข้าตำราปลอง ตำราว่าด้วยการทำให้ของเสื่อม ของเหล่านั้นที่เรามีก็อาจจะมีพุทธคุณลดน้อยถอยลงไปได้
📸🔥และยังมีอีกมากมายหลายประการ...ซึ่งบางอย่างขึ้นอยู่กับแต่ละครูบาอาจารย์ที่นิยมยึดถือปฎิบัติสืบต่อกันมา
🔥ดังนั้นในการจัดพิธีนอนรางแช่ยาที่วัดบ้านสวนในปีนี้ จึงได้จัดสร้างตะกรุดกันปลองแช่ยานี้ขึ้นมา เพื่ออ้างเอาคุณยันต์ คุณมนต์ และคุณยา เพื่อให้ครอบคลุมครบถ้วนพร้อมด้วยฤทธิ์ของทุกด้าน ถูกต้องตามตำราให้บังเกิดผลอย่างเต็มที่และดีที่สุด💫
---------------------------------
หากมีพระเครื่องหรือเครื่องรางของขลังต่างๆ
แต่ถ้าหากไม่รู้จักที่จะรักษาให้คงดีไว้ ถึงจะมีไปก็เพียงเท่านั้นแหละ
การรักษาให้คงดีไว้เท่ากับเราให้ความเคารพต่อครูอาจารย์
และเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆที่สถิตย์อยู่ในวัตถุมงคลมงคล
สำหรับบางสิ่งบางอย่างที่ไม่บังควรทำและประพฤตินั้น
เราก็พึงงดเว้นหรือละเสียบ้างก็จะบังเกิดผลดีมิใช่น้อย
เพราะวัตถุมงคลหรือของบางอย่างจะเสื่อมคุณได้ง่ายนัก
ถ้าเราไม่รู้จักรักษาเอาไว้ให้คงเดิมก็จะคลายอานุภาพไปตามนั้น
บางคนใส่พระเต็มคอแต่ร่วมเพศเสพเมถุนกามกันเมามัน
บางคนใส่พระเข้าสถานที่อโคจร สถานที่เริงรมย์ (ของบางอย่างห้ามเด็ดขาด)
ซึ่งครูอาจารย์ในยุคสมัยก่อนนั้นท่านสั่งห้ามยิ่งนัก
เพราะบางแห่งเขาจะจ้างหมอผู้รู้มาทำพิธีฝังอาถรรพ์เอาไว้
และเราก็ไม่รู้ตัวและไม่มีวิธีป้องกันเอาไว้แต่อย่างใด
จึงทำให้วัตถุมงคลหรือของบางอย่างเสื่อมคุณโดยง่ายได้เช่นกัน
คำที่ว่า " ทองก็ยังเป็นทองวันยังค่ำ " หรือ
" งูเลื้อยลงในที่สกปรกหรือลอดอะไรก็ยังกัดคนตาย "
คำนี้ที่พูดเพื่อจะเข้าข้างตัวเองควรหยุดพูดสักทีเถอะ
เพราะวัตถุมงคลต่างๆถ้าหากว่าไปอยู่ที่อันมิควร ก็ย่อมมีเสื่อมถอยคุณได้เสมอ
เปรียบกันมิได้กับงูพิษหรือสรพิษ ที่จะมีพิษอยู่ในตัวตลอดทุกเวลา
ฉะนั้น !!! ข้อนี้อย่าเอามาเปรียบกันอีกเลย
หากเราไม่เคร่งครัดไม่ประพฤติปฏิบัติตามข้อต่างๆเหล่านี้
ไม่รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรหรือมิควรปฏิบัติ ควรกระทำ
แล้วจะมีพระเครื่องหรือวัตถุมงคลให้หนักคอไปทำไม
ในเมื่อเรายึดถือและประพฤติปฏิบัติข้อห้ามง่ายๆไม่ได้
เพราะข้อห้ามที่สำคัญปฏิบัติได้ยากยิ่งกว่าหลายเท่านัก
วัตถุมงคลต่างๆจึงจะบังเกิดคุณเป็นที่สุด...
******************************************
การที่เรายึดถือวัตถุมงคลหรือเครื่องรางของขลังต่างๆเท่ากับเราต้องยึดถือสัจจะ
สัจจะในที่นี้คือคือเราต้องประพฤติปฏิบัติตนตามข้อห้ามที่ครูอาจารย์ห้ามเอาไว้
เพราะสิ่งเหล่านี้เราจะต้องทราบถึงข้อห้ามและข้อปฏิบัติก่อนที่จะรับมา
นั่นคือสัจจะที่เราให้ไว้กับครูอาจารย์ อันเราจะต้องยึดถือตลอดไป
และข้อห้ามบางอย่างจะเป็นกฏเหล็ก ซึ่งห้ามประพฤติผิดอย่างเด็ดขาด
และในข้ออื่นๆก็จะรองลงไป ถ้าเราประพฤติปฏิบัติได้ก็จะดีอย่างมาก
แต่ก็อาจจะมีบ้างที่เราละเมิดผิดด้วยความไม่ตั้งใจ เหตุนี้จะเกิดบ่อยนัก
โบราณาจารย์ท่านจึงมียันต์กันปลองหรือคาถากันปลอง ไว้สำหรับป้องกันในส่วนนี้
แต่เมื่อมีกันปลองแล้วก็อย่าเข้าใจผิด ว่าจะกันปลองได้ทุกประการและตลอด
ไม่นั้นครูอาจารย์ท่านจะกำหนดให้มีข้อห้ามและข้อที่จะต้องปฏิบัติไว้ทำไม
ของเหล่านี้จะต้องมีขอบเขตและมีข้อจำกัดในการที่จะล่วงละเมิดและในการใช้
เพราะสิ่งเหล่านี้จะค่อยๆเสื่อมคลายและถดถอยลงไปตามกาลเวลา
และเมื่อเราล่วงละเมิดและไม่รีบหาหนทางแก้ไข ก็จะมีผลเสียอันจะบังเกิดแก่เราได้
จะทำให้เกิดเหตุเพทภัย เกิดเสนียดจัญไรและสิ่งไม่ดีแก่ตัวเราได้
ด้วยเพราะเราประพฤติปฏิบัติไม่เคร่งครัด จะเรียกว่าผิดครู จึงทำให้ต้องแรงครู
มีครูอาจารย์ท่านนึงท่านเปรียบเทียบไว้ว่าสำหรับการที่เราล่วงละเมิดหรือผิดบ่อยครั้ง
ท่านเปรียบเหมือนดั่งตัวมอดที่คอยกัดกินไม้นั้นแหละ วันละนิดวันละหน่อย
จนในที่สุดไม้นั่นเกิดผุพังเพราะตัวมอดกัดกินและใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย...
******************************************
คำว่า " ปลอง "ซึ่งเป็นคำศัพย์ที่ใช้สำหรับผู้ที่ยึดถือในด้านพระเครื่อง เครื่องรางของขลัง
และเกี่ยวกับวิชาโบราณทางไสยศาสตร์ คาถาอาคมต่างๆ ซึ่งคำว่าปลองนี้โบราณท่านให้ความหมาย " เสื่อม "
และเสื่อมนี้ก็ย่อมเกิดได้โดยง่ายและเกิดได้ตลอดเวลา โดยไม่รู้ตัวหรือโดยรู้ตัว โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็เสื่อมได้
ยิ่งโดยเฉพาะผู้ที่กระทำผิดต่อข้อปฏิบัติหรือฝ่าฝืนข้อห้ามนั้น ย่อมจะทำให้ของขลังที่ยึดถือหรือมีอยู่นั้น " ปลอง " หรือ " เสื่อม "
และลักษณะการปลองอีกประการก็คือปลองเพราะถูกคราส หมายถึงตอนบังเกิดสุริยคราสหรือจันทคราส
โบราณท่านว่าหากเกิดสุริยคราสหรือจันทคราส ให้ทำพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลหรือเครื่องรางของขลัง
เพราะถ้าหากไปทำพิธีปลุกวัตถุมงคลหรือเครื่องรางของขลังนั้นๆจะต้องคราส ก็จะทำให้เสื่อมและปลอง
การปลองนั้นมีหลากหลายรูปแบบ หลายวิธีการเพื่อทำให้ผู้อื่นปลอง
วิธีการเรียกและคัดถอนวิชาคาถาอาคมก็นับว่าเป็นการปลองอีกลักษณะ
เช่นผู้ที่อยู่ยงคงกระพันชาตรี หนังเหนียว ด้วยเหตุว่ามีวิชาคาถาอาคมหรือมีเครื่องรางของขลัง
ถ้าหากว่าต้องการจะฆ่าหรือทำให้มีอันเป็นไป ก็จะต้องทำให้ของนั้นเสื่อมเสียก่อน โบราณท่านเรียกว่า " ปลองคง "
การปลองที่มีลักษณะคล้ายๆกัน คือผู้ที่รู้และเชี่ยวชาญวิชาในด้านไสยศาสตร์
โดยเฉพาะถ้าหากว่าเขาไม่ถูกกับเราหรือว่าเป็นศัตรูกันกับเรา
เขาก็จะหาวิธีการต่างๆที่จะทำให้ของขลังและตัวเราเสื่อมหรือปลอง
โดยจะใช้วิธีการต่างๆมากมายตามที่เขาเรียนรู้มานั้น
เช่น ปลองด้วยเวทย์มนต์คาถา ปลองด้วยว่านยา ปลองด้วยวัตถุทางธรรมชาติ
ปลองด้วยสิ่งต่างๆที่มีความอาถรรพ์ที่สามารถล้างวิชาอาคมได้
เช่นการโรยผงยาหรือผงยันต์ให้ขวางทางที่เราเดินไปทางนั้น
ผนวกกับเขาจะสั่งไว้ด้วยวิชาคาถาอาคมอีกครั้งหนึ่ง
เพื่อเขาจะได้มั่นใจว่าของขลังของเราและตัวเรานั้นปลองอย่างแน่นอน...
******************************************
คำว่า " ปลอง " ถ้าหากท่านเรียนรู้และศึกษาในสรรพวิชาต่างๆ
โดยเฉพาะความรู้ในด้านไสยศาสตร์ของทางภาคใต้
จักกล่าวถึงพระเครื่องและเครื่องราง ของขลัง คาถาอาคมต่างๆ
ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากการกระทำตัวของคนๆนั้น
หรือคนๆนั้นถูกคนอื่นกระทำเพื่อให้ของนั้นเสื่อมลงไป
ผู้ที่ยึดถือไสยศาสตร์ไม่ว่าจะด้านใดก็สุดตามแต่ก็ย่อมเสื่อม ย่อมปลองได้ทั้งนั้น
เหตุของการเสื่อมหรือปลองนั้นมาจากสาเหตุหลายประการด้วยกัน
ไม่ว่าจะปลองด้วยเวทมนต์คาถาอาคม อันจะทำให้ปลอง
เพราะสิ่งเหล่านี้ขลังได้ด้วยเวทย์มนต์คาถาอาคมและแรงของพลังจิต
และการทำให้สิ่งเหล่านี้ให้ปลองได้ก็ต้องใช้คาถาอาคมและแรงของพลังจิตเช่นกัน
อีกประการปลองเพราะผู้ยึดถือไม่ปฏิบัติตามคำของครูอาจารย์
ถ้าหากว่าเจ้าของเครื่องรางของขลังนั้นทำตัวเสื่อมไม่ยึดถือให้เคร่งครัด
เช่น...คนที่ถือห้ามผิดต่อภรรยา (เมีย) ของผู้อื่นอย่างเด็ดขาด เพราะถือว่าเป็นกฏเหล็ก
(ในกรณีของผู้ที่ผู้ถือวิชาคาถาอาคมหรือเครื่องรางของขลัง
ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีปัญหาในการผิดพลาดข้อห้ามอันเป็นกฏเหล็ก)
และห้ามลอดใต้ราวตากผ้า ห้ามลอดใต้สะพานหัวเดียว ห้ามลอดเสาแฝด ห้ามลอดราวพระธรรม (ราวมือ)
และถ้าหากผู้ที่ยึดถือเครื่องรางของขลังนั้นไม่อยากให้ของนั้นเสื่อมถอย
เมื่อจะลอดใต้ราวตากผ้า ลอดใต้สะพานหัวเดียว ลอดเสาแฝด ลอดราวพระธรรม (ราวมือ)
หรือจะลอดสิ่งต่างๆที่ครูอาจารย์ท่านสั่งห้ามเอาไว้ ก็จะต้องมีคาถาทรงมนต์หรือคาถาร่มกั้น (คาถากันปลอง)
เมื่อจะลอดสิ่งต่างๆก็จะต้องเอามือปิดศรีษะตัวเอง แล้วภาวนาคาถากันปลองเสียก่อนที่จะลอดสิ่งนั้นๆ
เพื่อมิให้เครื่องรางของขลังหรือวัตถุมงคลต่างๆนั้นเสื่อมหรือปลอง
และถ้าหากว่าพระเครื่อง วัตถุมงคลหรือเครื่องรางของขลังของเรานั้นเสื่อมหรือว่าปลอง
โบราณาจารย์ท่านมีวิธีที่จะแก้ไข เพื่อให้บังเกิดความขลัง บังเกิดพุทธคุณเช่นเดิม
ถ้าหากว่ามีพิธีพุทธาภิเษกหรือมีพิธีกรรมการปลุกเสก เราก็นำไปเข้าร่วมในพิธีนั้นด้วย
หรือให้ผู้ที่มีวิชาอาคมทำการชบและปลุกอักขระเลขยันต์ ปลุกเสกขึ้นมาใหม่
และอีกวิธีการซึ่งเป็นที่รู้กันดีของผู้ที่ยึดถือพระเครื่องหรือเครื่องรางของขลัง
นั้นก็คือการเอาพระเครื่องหรือเครื่องรางของขลังนั้นใส่ลงในบาตรพระ เมื่อมีพิธีอุปสมบท (บวชพระ)
เพื่อให้พระท่านทำการสวดญัตติ ตอนเมื่อนาคผู้ที่เข้าอุปสมบทจะสำเร็จเป็นพระภิกษุ
พระเครื่องหรือเครื่องรางของขลังนั้น ก็จะกลับมาเข้มขลัง บังเกิดพุทธคุณดังเดิม...
******************************************
ตะกรุตกันปลองนี้เป็นตะกรุตโดยเฉพาะทางเพื่อสำหรับใช้กันเสื่อม
เพื่อให้ทรงมนต์ ทรงวิชาคาถาอาคม ทรงความขลังให้คงเดิม กันมิให้ของต่างๆเสื่อม
ถึงแม้ว่าจะมีของดี มีวิชาคาถาอาคม มีพระเครื่องหรือเครื่องรางของขลังดี
หรือมีวัตถุมงคลต่างๆดีก็ตามแต่ แต่ถ้าหากว่าเราไปเกิดผิดพลาดข้อห้าม
หรือในบางอย่างที่ครูอาจารย์ท่านได้สั่งห้ามเอาไว้นั้น ก็จะทำให้ของนั้นเสื่อมถอยลงไปได้โดยง่าย
บางคนไม่รู้ว่าอะไรบ้างที่ควรยึดถือและปฎิบัติเลยเผลอหรือพลาดไปโดยไม่รู้ตัว
บางคนโดนศัตรูกลั่นแกล้งหาวิธีการต่างๆทำให้เราของเสื่อมลงไป
และมีหลายๆคนสงสัยว่าทำไมของขลังที่เราถืออยู่ อักขระเลขยันต์ที่เราสักมา ทำไมขลังไม่เหมือนเมื่อก่อน
ทำไมฤทธิ์นั้นจึงด้อยถอยลงไป บางคนอาจจะมองข้ามสิ่งเหล่านี้
แต่รู้หรือไม่ว่าสิ่งเหล่านี้คือเรื่องสำคัญอย่างมาก ที่อาจทำให้มนต์คาถาอาคมเสื่อมถอยลงไป
ไม่ว่าจะเป็นเวทย์มนต์ คาถาอาคม ลายสักยันต์ วัตถุมงคลที่ติดตัว หากปฎิบัติผิดทางหรือเข้าตำราปลอง...
******************************************
ตำราว่าด้วยการทำให้ของปลอง (เสื่อม)
เครื่องรางของขลังเหล่านั้นที่เรามี ที่เรายึดถือก็อาจลดถอยลงไปได้
ส่งผลให้คาถาอาคม วิชาต่างๆ พุทธคุณต่างๆ อิทธิคุณต่างๆ
รวมไปถึงราศีและมงคลต่างๆอันเป็นของดีในตนเสื่อมถอยลงได้
บางอย่างขึ้นอยู่กับแต่ละครูที่ท่านสั่งให้ยึดถือปฎิบัติ
และบางอย่าง บางสำนัก บางอาจารย์ก็ไม่ยึดถือ
ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละสำนัก แต่ละสายวิชากัน แต่ละครูอาจารย์กัน
แต่ของเหล่านี้ก็เป็นสิ่งอันมิควรที่จะกระทำหรือผิดพลาด
บางครั้งกระทำครั้งเดียวอาจไม่มีผลอะไรหรือส่งผลน้อย
แต่ถ้ากระทำผิดหรือพลาดไปหลายๆครั้ง แม้โดยไม่รู้
แต่อาคมลมในก็อาจหายไปโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน
สำหรับบางคนมักพูดกันบ่อยมาก ว่า... " ของดีไม่มีทางเสื่อม "
ถ้าหากว่าเรายึดถือและปฏิบัติด้วยใจที่ศรัทธาและมั่นคง
อยากจะบอกว่าของดีที่กล่าวถึงนั่นคือ " ความดีในใจ "
ไม่ใช่ของที่มีที่เกิดมาจากการปลุกเสก การสวดญัติ
ของดีในใจนั่นคือ " ความดี " ย่อมไม่มีทางที่จะเสื่อมไปได้
แต่หากของดีที่เกิดจากอาคมลมในหรืออาถรรพ์ต่างๆ
ย่อมมีวันขึ้น - ลง ย่อมมีวันที่จะเสื่อมถอยลงไปได้ง่ายมากๆ
ถ้าหากว่าเราไม่ประพฤติปฎิบัติตนให้ถูกต้อง ถูกครรลอง
ทำไมคนยุคก่อนเก่าวิชาของท่านนั้นถึงแก่กล้านัก
เพราะคนสมัยก่อนเขาปฎิบัติตน ยึดถือกันอย่างเคร่งครัด
จริงจัง มั่นคงในสายวิชา เชื่อมั่นในครูอาจารย์ของตน
ครูท่านสั่งอะไรเขาก็ประพฤติปฏิบัติและยึดถือได้หมด
แต่ยุคในยุคสมัยนี้ด้วยเหตุและปัจจัยต่างๆ
ที่ไม่สามารถเอื้อต่อการปฎิบัติตนได้อย่างเคร่งครัด
เราก็ต้องหาสิ่งของที่ไว้ป้องกันตนเอง
เพื่อให้พ้นจากความเสื่อมหรือความปลองต่างๆนั่นเอง...
******************************************
ครูอาจารย์ท่านว่าการที่ของจะปลองได้นั้น มีเหตุหลายๆประการด้วยกัน ดังนี้...
= ผิดในข้อปฏิบัติของแต่ละสำนัก แต่ละครูอาจารย์
= กระทำผิดต่อครูอาจารย์ของตนเอง
= ด่าพ่อแม่ ด่าผู้มีพระคุณ (เทวดาไม่คุ้มครองรักษา) ท่านว่าจะปลองเพียงแค่วันหนึ่งเท่านั้น
= ผิดต่อสามี - ภรรยาของผู้อื่น (ข้อนี้ผิดหนักมาก) จะมีตะกรุตกันปลองสักกี่อาจารย์ก็เท่านั้น มิอาจทาน
= โดนเรียก โดนสูบ หรือคัดถอนคาถาอาคม
= มีเพศสัมพันธ์กับคนหญิงตอนมีประจำเดือน
= สวมใส่พระเครื่องหรือวัตถุมงคลต่างๆขณะมีเพศสัมพันธ์
= ผู้หญิงหรือผู้หญิงมีประจำเดือนเดินข้ามหรือข้ามปลายเท้า (จะทำให้แรงครูหรือแรงวัตถุมงคลอ่อนแรงลง)
= ห้ามถมน้ำลายในบ่อขี้ ในหลุมขี้ ในโถส้วม ในน้ำ ในถังขยะ ในทางขี้กรา ในที่สกปรกต่างๆ
= ห้ามขี้ ห้ามเยี่ยวลงในน้ำ เช่น แม่น้ำ คลอง ห้วย หนอง
= ห้ามข้ามหรือลอดสิ่งต่างๆ เช่น เดินข้ามของมีคมหรืออาวุธ ข้ามขี้นาก ข้ามทางสามแพร่ง
= ลอดไม้ค้ำกล้วย ลอดไม้ค้ำเรือน ลอดสายสิญจน์สวดศพ ลอดเสาแฝด
= ลอดสะพานหัวเดียว ลอดขอนขี้ ลอดใต้หว่างขา ลอดราวพระธรรม (ราวแขนผู้อื่น)
= ลอดราวตากผ้า ลอดใต้แคร่ ลอดใต้ถุนคนเกิด ลอดเสาแฝด ฯลฯ
= เที่ยวสถานที่อโคจร เช่น ซ่อง สถานที่บริการทางเพศ
= วางวัตถุมงคลต่างๆไว้ที่ต่ำอันมิควร
= ข้ามยาปลองมนต์ คือเขาโรยยาปลอง ดักยาปลองเอาไว้ แล้วเราไปเดินข้ามยานั้น
= กินของต้องห้ามต่างๆที่ครูอาจารย์ท่านสั่งและห้ามเอาไว้ เช่น กินผักล่าปลาคลาน ผักน้ำใต้บ่อ น้ำบ่อไหลหลบ กินของเซ่นผี กินของเหลือเดนผู้อื่น
= ห้ามกินข้าวงานศพ ห้ามกินข้าวหก (ที่พูดว่าไม่กิน) บางอาจารย์ถึงขนาดห้ามกินข้าวบ้านผู้อื่นเด็ดขาด
เหตุเพราะสมัยก่อนมักจะมีวิชาดี มีของดี มีคาถาอาคมดี จึงทำอะไรเขาด้วยอาวุธต่างๆไม่ได้
จึงต้องใส่ยาพิษ ยาตาย ยาสั่งในข้าวแกงให้กิน
= ห้ามกินหยวกกล้วย ถ้าในทางไสยเวทย์หยวกกล้วยถือว่าเป็นของปลอง
และทำให้ไสยเวทย์หรือเครื่องรางของขลังนั้นเสื่อมลงหรือถอยลง
โบราณท่านจึงมียันต์กันปลองหรือคาถาเพื่อไว้กันปลอง
โบราณท่านจะมีคาถาสำหรับท่องก่อนจะตัดหยวกก่อนจะนำมากิน
เพราะหยวกกล้วยบางชนิดเป็นของกินที่ต้องห้าม
เช่น...หยวกกล้วยพังลา หยวกกล้วยคอหัก หยวกกล้วยช้างเหยียบ หยวกกล้วยฟ้าผ่า
และจะมีคาถาใช้สำหรับหมฺราบ (กำราบ) และพวกต้นบุก บอน บัก อีกด้วย
เพราะคนที่แช่ยา กินเหนียว กินมัน กินว่านและวิชาคาถาอาคมหนังเหนียว
มีความเชื่อกันว่าถ้าใครกินบอน บัก บุก จะทำให้เนื้อหนังไม่คงทนต่อศาสตราวุธ
จึงจำเป็นต้องมีคาถาหมฺราบหรือยันต์กันปลองเอาไว้เพื่อป้องกันในส่วนนี้
= และสำหรับนักเลงผู้ที่ถือฝ่ายคงทน หนังเหนียว ครูอาจารย์ท่านังห้ามกินของกินอีกหลายอย่าง เช่น...
ห้ามกินมะละกอ หน่อไม้ ต้น - หัวบอน บุก บัก มะเฟือง น้ำเต้า ฟักแฟง โดยเฉพาะผักหนาม
ผักมฺลึง (ตำลึง) ซึ่งเป็นของที่ทำให้ปลองอย่างแรงที่สุด สำหรับคนที่แช่ว่านแช่ยา กินว่านกินยาต่างๆฝ่ายคง
= และยังมีอื่นๆอีกมากมาย ฯลฯ...
หมายเหตุ !!!
ด้วยประการต่างๆฉะนี้ บางข้อหากละเมิดผิดย่อมทำให้พุทธคุณและอิทธิคุณนั้นเสื่อมทันที
และบางข้อหากละเมิดผิดจะทำให้แรงครูหรือแรงวัตถุมงคลอ่อนแรงลง
และลดน้อยถอยแรงลงไปแห่งอำนาจของความขลังความศักดิ์สิทธิ์ให้เสื่อมลง...
******************************************
ท่านเคยรู้มั้ยว่าทำไมครูอาจารย์หลายๆท่าน ที่ท่านรอบรู้ในด้านไสยเวทย์ คาถาอาคม
ท่านจึงมีข้อห้ามว่าห้ามลอดเสาแฝด ๑ ลอดใต้ถุนคนเกิด ๑
เมื่อครั้งอดีตเรื่องจริงเคยเกิดขึ้นในจังหวัดตรัง
มีเรื่องอยู่ว่าโจรคนหนึ่งซึ่งมีวิชาคาถาอาคมขลังมาก
และมีเครื่องรางของขลังหลายครูอาจารย์ อีกทั้งมีรอยสักยันต์ทั้งตัว
ได้วิ่งหนีตำรวจมาเพราะตนและเพื่อนพึ่งไปปล้นชาวบ้านมา
แล้วทางตำรวจก็ได้วิ่งไล่ตามมาแบบประชิดหลัง
โจรก็ได้ใช้ปืนยิงตำรวจ ตำรวจก็ยิงสวนกลับ
แต่ปืนไม่ลั่นบ้าง ลั่นก็ไม่ถูก ปืนไม่ออกบ้าง
แต่พอวิ่งหนีตำรวจแล้วบังเอิญวิ่งไปลอดตรงเสาแฝด (ประตูผี) ใต้บ้านเขา
โบราณท่านมีความเชื่อว่าจะทำว่าปลอง (เสื่อม) ยิ่งนัก
( แต่ครูอาจารย์บอกว่าเสื่อมแค่วันเดียว
ถ้าปลุกของขึ้นใหม่ในวันรุ่งขึ้นก็ขลังดังเดิม )
โจรคนดังกล่าวก็โดนตำรวจยิงตายตรงจุดนั้นทันที...
นี้แหละสิ่งที่เราคิดว่าเป็นของง่ายๆไม่น่าจะเสื่อม
หลายๆท่านชอบพูดว่างูพิษเลื้อยลงที่สกปรกก็กัดคนตาย
นั่นมันงูพิษไม่ใช่พระเครื่องหรือเครื่องรางของขลัง
ถ้าใครพูดแบบนี้แล้วว่าของไม่เสื่อม แต่ถ้าเมื่อไหร่ลูกศิษย์ถูกยิงตาย
แล้วประโยคนี้ท่านจะพูดไม่ออกจากปากของท่านเลย
เช่นเดียวกันกับเราด่าพ่อ ด่าแม่ของผู้อื่น ก็เสื่อมเช่นกันครับ
โบราณท่านจึงสักหรือมีผ้ายันต์ หรือมีตะกรุตกันปลอง
ไว้สำหรับป้องกันของเล็กๆน้อยๆที่เราคาดไม่ถึงว่าจะปลอง
#ข้อนี้ขอฝากให้ทุกๆท่านลองวิเคราะห์ด้วยเหตุด้วยผลนะครับ...
******************************************
คำว่าปลองภาษาใต้แปลว่า " เสื่อม "
เสื่อม แปลว่า ลดน้อย ถอยลง หย่อนลง ไม่ดีเหมือนเดิม ลดน้อยลงไปเรื่อยๆจนหมดสิ้น...
คำว่ากันปลอง หมายถึงกันเสื่อมหรือป้องกันวิชาคาถาอาคม
พระเครื่อง วัตถุมงคลต่างๆ หรือรอยสักเสื่อมอานุภาพ
เสื่อมลงจากความขลังความศักดิ์สิทธิ์
ดังนั้น !!! นักไสยเวทย์ ผู้ที่ยึดถือพระเครื่อง เครื่องรางของขลัง
เล่นวิชาคาถาอาคม กินเหนียวกันน้ำมัน แช่ว่านแช่ยา
กลัวอย่างมากในการโดนปลองของเป็นอย่างมาก...
...วิชาของสำนักเขาอ้อเป็นที่เลื่องลืออย่างมาก
ในยุคสมัยก่อน จนถึงในยุคปัจจุบันนี้ คือ
โจรผู้ร้ายที่มีวิชา มีของดีอยู่กับตัว ทำให้ทรหด
อยู่ยงคงกระพันชาตรี หนังเหนียว ยิงไม่ออก
แทงไม่เข้า ฟันไม่เข้า ถึงขนาดทำให้ของปลองแล้ว
แต่ก็ยังไม่ปลองด้วยประการใดๆทั้งสิ้น
จึงเป็นวิชาที่มีความโดดเด่นและเป็นวิชาลับอีกอย่าง
ที่สำคัญมากอย่างหนึ่งในศาสตร์วิชาของสำนักเขาอ้อ...
...โบราณจารย์ท่านจึงมียันต์กันปลอง
บ้างก็ทำเป็นผ้ายันต์ บ้างก็ทำเป็นตะกรุต บ้างก็สัก
เพื่อเป็นการป้องกันการโดนปลองของ ปลองวิชาอาคม
ปลองมนต์ปลองยา อีกทั้งป้องกันการเรียกของ คัดของ
นักไสยเวทย์สมัยก่อนที่ท่านรอบรู้ในด้านไสยเวทย์
ผู้ที่คงทน ทรหดหนังเหนียว คงกระพันชาตรี มหาอุด
ท่านจึงต้องมียันต์กันปลองไว้กับตัว
******************************************
หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยแก่ผู้ที่ยึดถือในไสยเวทย์ คาถาอาคม
และผู้ที่พกพาพระเครื่องหรือวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังต่างๆ
หวังว่าพอที่จะเป็นแนวทางของการศึกษาหรือปฏิบัติทั้งสิ่งที่ห้ามและสิ่งที่ควร
สำหรับการดำรงค์ชีวิตอันที่จริงไม่ว่าผู้ที่เรียนวิชาคาถาอาคมหรือผู้ที่ไม่เรียนก็ตาม
นั้นไม่อาจจะหนีพ้นกับคำว่าปลองไปได้ ทั้งที่รู้ก็ดี ไม่รู้ก็ดี นั้นก็ย่อมโดนปลองทั้งสิ้น
ทั้งเรื่องปลองในอาหารการกิน การเดินทาง การอยู่อาศัย การพูดจาหรือการกระทำโดยที่ไม่รู้ตัว
ตะกรุดกันปลองจึงตั้งใจทำไว้กันสิ่งเหล่านี้
ไม่ว่าจะเป็นการปลองด้วยลักษณะใดก็ตามแต่ ตะกรุตกันปลองนี้ย่อมช่วยได้ในส่วนนั้นๆ
แต่สิ่งที่ตะกรุดกันปลองไม่สามารถกันได้ก็คือการปลองตัวเอง
การปลองตัวเองคือการนำตัวเองเข้าไปสู่ความเสื่อม ความผิดศีลธรรมอย่างหนัก
คือการผิดสามี - ภรรยาของผู้อื่น ผิดหรือเนรคุณต่อพ่อแม่ผู้มีพระคุณ
ผิดหรือเนรคุณต่อครูอาจารย์ สิ่งเหล่านี้เป็นกฏเหล็กอย่างร้ายแรง
จะติดตัวจนตายเป็นทั้งกงกรรมกงเกวียน ยากที่จะกันหรือแก้ได้
ขอท่านทั้งหลายพึงดำรงค์และตั้งมั่นอยู่ในการทำความดีและไม่อยู่ในความประมาท
ย่อมเป็นสิ่งที่นำพาท่านไปสู่หนทางแห่งความสุข ความเจริญ
สุดท้ายนี้ขอให้ครูอาจารย์ปกปักรักษาทุกๆท่านให้อยู่รอดปลอดการปลองตลอดกาลตลอดไป...
(ขอบคุณข้อมูลจาก อาจารย์เหลี้ยม นาโยง /ผู้เขียน)